ประวัติแบรนด์สตรีท Fila

ประวัติแบรนด์สตรีท ฟีล่า( Fila )

ฟีล่า Fila โฮลดิ้งคอร์ป เป็นผู้ผลิตชุดกีฬาที่ออกแบบรองเท้าและเครื่องแต่งกายที่ก่อตั้งโดย Ettore และ Giansevero ฟีล่า ในปี 1911 ในBiella , Piedmont , อิตาลี ตั้งแต่ปี 2007 แบรนด์เป็นเจ้าของโดย ฟีล่า เกาหลีในปี 2003

ก็ถูกขายให้กับสหรัฐอเมริกา based กีฬาแบรนด์ต่างประเทศ ในปี 2007 บริษัท ถูกขายให้กับ ฟีล่า Korea ซึ่งเป็นแผนกของเกาหลีใต้ ในเดือนกันยายนปี 2010 ก็เปิดตัวเสนอขายครั้งแรกในเกาหลีแลกเปลี่ยน

Fila

ฟีล่า ผ่าน บริษัท ในเครือแมกนัสโฮลดิ้ง จำกัด , ฟีล่าโฮลดิ้งเป็นเจ้าของหุ้น 52% ในบริษัท Acushnetผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ ฟีล่า Holdings ได้แก่ Piemonte Co. , Ltd ที่ประมาณ 20%, ฟีล่า Holdings ที่

20% และบริการบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้ที่ประมาณ 13% Gene Yoon (Yoon Yoon-su) ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น 75% ใน Piemonte, ทำหน้าที่เป็นประธานของ ฟีล่า Holdings ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคือยุนกึนช้างฟีล่า มีสำนักงานใน 11 ประเทศทั่วโลก

Fila

ฟีล่า ถูกสร้างขึ้นในBiella , Piedmont , อิตาลี, โดย Ettore และ Giansevero ฟีล่าในปี 1911 เดิมทีมันทำเสื้อผ้าสำหรับคนของอิตาลีเทือกเขาแอลป์ส่วนใหญ่ชุดชั้นใน ในปี 1970 ก็ย้ายเข้าไปอยู่ในกีฬาที่มีการรับรองการจัดการกับนักเทนนิสบิยอร์นบอร์ก แบรนด์ดังเป็นที่นิยมมากขึ้นหลังจากย้ายเข้าสู่ชุดกีฬา

Fila

ในปี 2003 เจ้าของดั้งเดิมของอิตาลีชื่อ Holding di Partecipazioni ได้ขาย บริษัท ให้กับ Cerberus Capital Management ซึ่งเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยงในสหรัฐอเมริกาหลังจาก บริษัท ได้ให้คำมั่นสัญญากับการโฆษณากีฬาที่มีราคาแพงในช่วงที่กำไรถูกกดดัน Cerberus เป็นเจ้าของ

Fila

แล้ว บริษัทฟีล่า ของเบลล์อินเตอร์เนชั่นแนลฟีล่า Korea ยังคงถือหุ้น 15% ของ บริษัท ร่วมทุน “Full Prospect”ในเดือนพฤษภาคม 2554, ฟีล่า Korea Ltd. ได้เข้าซื้อ บริษัท ผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟระดับโลกAcushnet Companyซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์กอล์ฟชั้นนำรายใหม่เช่นTitleistในราคา 1.23 พันล้านดอลลาร์

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

ค้นหาแฟชั่นและการแต่งตัวแนวสตรีทต่อ : ลิ๊ก

ประวัติแบรนด์สตรีท Faces Places

ประวัติแบรนด์สตรีท Faces Places

Faces Places ความรู้สึกแรกหลังออกจากโรงมา คือคำถามที่ให้ตัวเองว่า จำได้ไหมว่าเริ่มตกหลุมรักวิชาศิลปะตอนไหน เริ่มชอบการถ่ายรูปเมื่อไหร่ เคยคิดถึงใบหน้าของคนที่เกือบลืมเลือนไปแล้วบ้างไหม แล้วยิ้มให้กับการดูหนังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หนังสารคดีเรื่องนี้ดูง่ายและงดงามอย่างยิ่งใหญ่ ไม่บ่อยครั้งที่เราจะพูดว่าหนังเรื่องนี้เรียบง่ายแต่งดงามและยังดูสนุกด้วย

Faces Places

โดยเฉพาะสารคดีที่ดูเป็นของแสลงของใครหลายคน แต่กับเรื่องราวการเดินทางของคู่ซี้สุดยอดศิลปินระดับโลกที่ต่างวัยราวยายกับหลานคู่นี้มันมีความน่ารักมุ้งมิ้ง ง้องอน และให้ความตระหนักคิดถึงคุณค่ากับการเฉลิมฉลองชีวิตอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังชวนตั้งคำถามในตอนต้นย่อหน้านี้และช่วยให้เราตอบในใจไปพร้อม ๆ กันครับ

Faces Places ถ่ายภาพเธอไว้ให้โลกจดจำ เป็นหนังสารคดีที่บันเทิงใจ และน่าจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว เพราะนอกจากตัวหนังที่น่าสนใจมาก ๆ แล้ว หนังยังได้รางวัลประเภทหนังสารคดียอดเยี่ยมจากหลายสำนัก และยังเป็นหนังสารคดีเรื่องแรกที่สามารถด้วยทำคะแนนรวมสูงสุด 95% มากกว่าหนังทุกเรื่องในปี 2017 จากเว็บดังอย่าง Metacritic ด้วย

Faces Places

เรื่องราวว่าด้วย 2 ศิลปินต่างวัย ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ๆ ทั้งคู่ หนึ่งคือ อานเญส วาร์ดา ผู้กำกับหญิงชาวเบลเยี่ยม วัย 89 ปี เจ้าของรางวัลออสการ์เกียรติยศ ซึ่งเธอยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกด้วยที่ได้รับรางวัลนี้ อานเญสเป็นเจ้าแม่ในสายหนังเฟรนช์นิวเวฟที่โด่งดังในยุค 1970 เธอเป็นอิทธิพลมากมายให้วงการหนังในยุคหลัง

ส่วนอีกคนคือศิลปินรุ่นลูก ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายและอินสตอลเลชันแนวสตรีท ชาวปารีส วัย 34 ปี อย่าง เจอาร์ ผู้ได้รางวัลสาขาภาพถ่ายบันเทิงยอดเยี่ยมจากเวทีประกวดภาพถ่ายสื่อมวลชนโลก และมีผลงานที่น่าตื่นตะลึงสาธารณชนมาแล้วมากมาย

เจอาร์ ได้ทำโปรเจ็กต์ชื่อ Inside Out Art Project ที่ถ่ายทอดเรื่องราวหรือผู้คนที่ถูกซ่อนอยู่ คนธรรมดาทุกคนมีเรื่องราว บางเรื่องก็น่าฟัง หรือควรต้องฟังเสียด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้จึงเป็นการที่เราเดินทางร่วมกับทั้งเจอาร์ และอานเญส รวมถึงผู้คนทุกผู้ทุกคนที่มีเรื่องเล่ามีความทรงจำมีความผูกพันกับสถานที่ เหมือนชื่อเรื่องในภาษาฝรั่งเศษที่ว่า Visages, villages หรือ ใบหน้ามากมาย กับหลากหลายหมู่บ้าน

Faces Places

อานเญส พูดกับเจอาร์ว่า “เธอเติมเต็มความปรารถนาสูงสุดของฉัน คือการได้พบเจอใบหน้าใหม่ ๆ แล้วถ่ายเก็บไว้ เพื่อไม่ให้มันหล่นหายไปในช่องว่างแห่งความทรงจำ” จากใบหน้าคนแปลกหน้าเมื่ออานเญสกับเจอาร์เข้าไปพูดคุย

เราได้รับรู้ตัวตนของเขาใบหน้านั้นเริ่มไม่แปลกหน้า ใบหน้าจึงเริ่มเป็นความผูกพันเป็นความทรงจำร่วมกันและสิ่งที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามมาก บางใบหน้าไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วแต่มีความสำคัญในหัวใจของคนที่อยู่ ใบหน้าจึงมิใช่เพียงภาพที่ฉาบอยู่บนผนัง แต่อาจมีพลังก้าวโพ้นกาลเวลาได้เช่นกัน

Faces Places

เจอาร์ สามารถจับอารมณ์ของใบหน้าและรายละเอียดออกมาได้อย่างสวยงาม ในขณะที่ อานเญส ก็ให้ความสำคัญกับดวงตาของผู้คนอย่างมาก เพราะตลอดชีวิตเธอใช้ดวงตาเฝ้ามองผู้คนและพบว่ามันคือหน้าต่างของหัวใจ คงมีเพียงเจอาร์เท่านั้นที่อานเญสไม่สามารถยุให้ถอดแว่นดำกับหมวกใบงามที่เป็นเหมือนเครื่องแบบของเขาได้สักที

อานเญส พาเราไปยังหมู่บ้านที่เธอล้วนเคยมาเยือน หนึ่งเพราะเธอมีความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับมัน ทั้งเป็นที่ที่เธอเคยถ่ายหนัง หรือมาเยี่ยมเยียนคนรู้จัก และอีกเหตุผลคือเธอต้องการให้เจอาร์ได้รู้จักผู้คนบ้าง “เธอมันเป็นศิลปินที่อยู่แต่ในเมือง” อานเญสบอก ในขณะเดียวกันเจอาร์ก็พยายามโน้มน้าวให้อานเญสไปเยือนโกดังท่าเรือด้วยเหตุผลว่า

“ที่นี่มีความเป็นหมู่บ้านเหมือนกัน” นำเสียงเจอาร์ดูเหมือนแค่อยากหยอกอานเญสเล่น แต่ในขณะหนึ่งมันก็ขยายพื้นที่ของคำว่า หมู่บ้าน หรือสถานที่ ให้กว้างออกไปมากกว่าอาคารบ้านเรือนที่อยู่รวมกัน ที่ใดที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมมันก็คือหมู่บ้านเช่นกัน และมันก็เรื่องราวและความทรงจำไม่ต่างกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

ค้นหาแฟชั่นและการแต่งตัวแนวสตรีทต่อ : ลิ๊ก

ประวัติแบรนด์สตรีท เดอะนอทเฟส (THE NORTH FACE)

ประวัติ แบรนด์สตรีท เดอะนอทเฟส (The North Face)

แบรนด์สตรีท เดอะนอทเฟส The North Face เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์นันทนาการกลางแจ้งของอเมริกา ผลิตเสื้อผ้ารองเท้าและอุปกรณ์กลางแจ้ง บริษัท มีสำนักงานใหญ่ในเดินเล่นแคลิฟอร์เนีย , ร่วมอยู่

The North Face

แบรนด์สตรีท

ด้วยพี่น้องขององค์กร, JanSport ในฤดูร้อนของปี 2020 สำนักงานใหญ่ของ บริษัท ฯ จะย้ายไปเดนเวอร์ , โคโลราโด แบรนด์สตรีท

The North Face

ประวัติ

The North Face เริ่มต้นขึ้นในปี 1966 เป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์ปีนเขาในซานฟรานซิสก่อตั้งโดยดักลาสทอมป์กินส์และภรรยาของเขาซูซี่ทอมป์กินส์ มันถูกซื้อมาอีกสองปีต่อมาโดย Kenneth “Hap” Klopp ใบหน้าเหนือใช้เวลาโลโก้ของ บริษัท จากการวาดภาพเก๋ของโดมครึ่งในอุทยานแห่งชาติโยเซมิ

ในปี 2000, The North Face ถูกซื้อกิจการโดยVF คอร์ปอเรชั่นในมูลค่าจัดการ
$ 25,400,000 และกลายเป็น บริษัท ย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมด ในเดือนธันวาคม 2551
นอร์ ธ เฟสยื่นฟ้องในศาลแขวงสหรัฐในเขตตะวันออกของรัฐมิสซูรีต่อก้นใต้ผู้สร้าง
เจมส์เอ. วิงเคลมันน์จูเนียร์และ บริษัท ที่จัดการด้านการตลาดและการผลิตของ บริษัท
ในการดำเนินการทางกฎหมาย, The North Faceถูกกล่าวหาละเมิดเครื่องหมายการ
ค้าและขอคำสั่งศาล

The North Face

หลังจากศาลสั่งไกล่เกลี่ยในคดีนี้คู่กรณีได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีในวันที่ 1 เมษายน 2010 อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคม 2012 Winkelmann ยอมรับในศาลว่าเขาและพ่อของเขาละเมิดข้อตกลงยุติคดีกับ The North Face และตกลงที่จะจ่ายเงินจำนวน 65,000 ดอลลาร์สหรัฐจำนวนที่จะลดลง 1,000 เหรียญสหรัฐสำหรับการปฏิบัติตามทุกเดือน

ในเดือนพฤษภาคม 2019 ลีโอเบอร์เนทท์เทเลอร์เมด , หน่วยงานการตลาดสำหรับ The North Faceบราซิลเปิดเผยว่าพวกเขาได้เข้ามาแทนที่แอบภาพถ่ายของสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งที่นิยมในวิกิพีเดียที่มีรูปถ่ายที่มีผลิตภัณฑ์ North Face

ในความพยายามที่จะได้รับผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะปรากฏเด่นชัดขึ้นในการค้นหา ผลลัพธ์ของเครื่องยนต์ หลังจากการรายงานข่าวและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากมูลนิธิวิกิมีเดียนอร์ ธ เฟสขอโทษสำหรับการรณรงค์จบลงและการยกเลิกการจัดวางผลิตภัณฑ์

The North Face

แฟชั่น

ในปี 1997 ผู้ซื้อชุด The North Faceได้ขยายเกินกว่าผู้ที่มองหาเสื้อผ้าด้านเทคนิคสำหรับสกีปีนเขาและกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ เพื่อแร็ปเปอร์ในมหานครนิวยอร์ก แต่ยังคงเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของธุรกิจของ บริษัท

ในปี 2005 ผู้สวมใส่ของชุด North Face กลายเป็นเป้าหมายของการปล้นในPrince George County , Virginia แนวโน้มที่คล้ายกันเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ในช่วงต้นปี 2010 ที่มันกลายเป็นสัญลักษณ์สถานะทำให้เด็กถูกรังแกหรือถูกขโมยเสื้อผ้า North Face ของพวกเขา

The North Face

ในเดือนพฤษภาคม 2019 ลีโอเบอร์เนทท์เทเลอร์เมด , หน่วยงานการตลาดสำหรับ เดอะนอทเฟส บราซิลเปิดเผยว่าพวกเขาได้เข้ามาแทนที่แอบภาพถ่ายของสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งที่นิยมในวิกิพีเดียที่มีรูปถ่ายที่มีผลิตภัณฑ์ North Face

The North Face

ในเดือนพฤษภาคม 2019 ลีโอเบอร์เนทท์เทเลอร์เมด , หน่วยงานการตลาดสำหรับ The North Face บราซิลเปิดเผยว่าพวกเขาได้เข้ามาแทนที่แอบภาพถ่ายของสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งที่นิยมในวิกิพีเดียที่มีรูปถ่ายที่มีผลิตภัณฑ์ North Face

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

ค้นหาแฟชั่นและการแต่งตัวแนวสตรีทต่อ : ลิ๊ก

ประวัติแบรนด์สตรีท Hold’em Denim

ประวัติแบรนด์สตรีท Hold’em Denim

ในกระแสแฟชั่น Streetwear ทีกำลังร้อนแรงอยู่ มีแบรนด์ของคนไทยแบรนด์หนึ่งที่กำลังสร้างปรากฏการณ์อยู่ในขณะนี้ Hold’em แบบที่ไม่เคยมีแบรนด์แฟชั่นไทยแบรนด์ไหทำได้ แบรนด์นี้เริ่มมาจากการทำกางเกงยีนส์มาก่อนโดยมีแรงบันดาลใจมาจากสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าของแบรนด์ชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นลาย Joker จากเกมส์ไผ่หรือลายสามแถบแบบการ์ตูนนารูโตะ

In the street street fashion trend is hot. There is a brand of Thai people that is creating a phenomenon now. This style has never been done by any Thai fashion brand. This brand started out as a pair of jeans before, inspired by things that the brand owner liked, whether it was Joker from the game of bamboo or pattern three. Naruto cartoon strips

holdem

โดยในเวลาต่อมาได้มีการขยายแบรนด์ในส่วนของเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อพิมพ์ลาย, กางเกง jogger, หมวกและอื่น ๆ ด้วยวิสัยทัศน์และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตอนนี้คนไทยที่ชื่นชอบแฟชั่นสตรีทแวร์ไม่ว่าจะชาย หญิง

Later, the brand was expanded to include other apparel such as printed shirts, jogger pants, hats and others.With a unique vision and identity Making now the Thai people who like streetwear fashion, whether male or female

Hold’em

วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ต่างตามหาสินค้าแบรนด์นี้มาใส่กันโดยเฉพาะสินค้าในหมวดของกางเกงที่เป็นที่ต้องการมากในขณะนี้ ถึงกับทำให้เกิดปรากฏการณ์การมาต่อคิวเพื่อซื้อกางเกงรุ่นพิเศษ 2-3 คืนเพื่อจะได้เป็นเจ้าของและยังมีราคาขายต่อแพงขึ้นสองถึงสามเท่าจากราคาป้ายอีกด้วย

Teenagers or adults are looking for this brand, especially in the pants category that is currently in great demand.This caused the phenomenon of queuing to buy a special pair of pants for 2-3 nights to get the owner and still have the selling price to be two to three times more expensive than the price tag.

Hold’em

แรงบรรดาลใจที่ทำให้เกิดแบรนด์ Hold’em

เกิดจาการที่ แม็ค หรือ กฤษฏา ปิณฑะเกษตริน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ชอบในการเล่นเกมส์ Texas Hold’em Poker มากเลยครับเลยนำมาเป็นชื่อแบรนด์ ตอนแรกจะเป็น Hold’em Denim เพราะชอบผ้ายีนส์กางเกงยีนส์มาก ๆ จนมารีแบรนด์ใหม่โดยเพิ่มในส่วนของเครื่องแต่งกายสไตล์อื่น ๆ กลายมาเป็น Hold’em แบบทุกวันนี้

It came from the fact that Mac or Krit Pisakettharin, the founder of the brand , loved playing Texas  Poker.At first the brand name would be  Denim because I really like denim.Until Marie brand new, with the addition of other styles of clothing becoming today’s .

Hold’em

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

ค้นหาแฟชั่นและการแต่งตัวแนวสตรีทต่อ : ลิ๊ก

ประวัติแบรนด์สตรีท Stüssy

ประวัติแบรนด์สตรีท Stüssy

Stüssy แม้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของพ่อค้ารีเซลและไม่จำเป็นต้องต่อคิวซื้อเหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือแบรนด์อันดับต้นๆ ของวงการสตรีทอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ด้วยระยะเวลากว่า 30 ปีที่ยาวนานมากกว่าอายุของคำว่าสตรีทแฟชั่น

Stüssy

สตรีทแฟชั่น คือคำนิยามของเทรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงที่สุดบนโลกในขณะนี้ แฟชั่นที่ที่เป็นมากกว่าการแต่งกายที่ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เราสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไปบนท้องถนน ทั้งเรื่องดนตรี ศิลปะ กระบวนการความคิด และสภาพสังคม จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งขึ้นมา

Stüssy

ประวัติ stussy

เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากฝีมือและมันสมองของ Shawn ชายหนุ่มผู้เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมการเล่นเซิร์ฟบอร์ดของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ตัวเขาเองนั้นมีความหลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเล่นสกีและเซิร์ฟบอร์ดเป็นชีวิตจิตใจ

ความคลั่งไคล้ในกิจกรรมกลางแจ้งนี้ทำให้เขาออกแบบกระดานโต้คลื่นของตัวเองขึ้นตั้งแต่วัยเพียง 13 ปี ภายหลังจากจบการศึกษา Shawns ได้เลือกประกอบอาชีพในสองสิ่งที่เขารักนั่นคือการเป็นครูสอนสกีอยู่บนเทือกเขา Mammoth Mountainและอาศัยอยู่ที่หาด Newport Beach ตลอดช่วงฤดูร้อนเพื่อทำงานในบริษัทผลิตกระดานโต้คลื่น

Stüssy

Shawn ในวัย 24 ปี ตัดสินใจสร้างธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาในนปี 1979 ด้วยการออกแบบแผ่นกระดานโต้คลื่นของตนเองขึ้นมาและวางจำหน่ายแถวย่าน Laguna Beach ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของบรรดานักเล่นเซิร์ฟบอร์ดชั้นนำ Shawn ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าด้วยวิธีการเขียนลายเซ็นของตนเองลงบนบอร์ดที่เขาทำขึ้น

Stüssy

หลังจากที่เริ่มหันมาทำธุรกิจของตัวเองได้ไม่นาน Shawn ได้รับโอกาสให้ไปเปิดบูธจำหน่ายสินค้าของตนเองในงาน Action Sport Retailer ซึ่งเป็นมหกรรมสินค้าเกี่ยวกับเซิร์ฟบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอร์เนีย โดยเขาได้ตัดสินใจนำเสื้อยืดเปล่าของ Hanes สีดำมาสกรีนลายเซ็นของเขาลงไปบนเสื้อและนำออกไปแสดงโชว์พร้อมกับแผ่นกระดานโต้คลื่นของเขาโดยที่ไม่คาดหวังว่าจะขายหรือหากำไรจากสินค้าชิ้นนี้

stussy

ทิศทางการออกแบบและศิลปะ

นอกจากลายเซ็นของ Shawn ที่เป็นลายกราฟิกหลักของแบรนด์แล้วยังนับเป็น
แบรนด์สตรีทแรกๆ ที่หยิบเอาสัญลักษณ์ของแบรนด์ Hi-End อย่าง Chanel มา Parody ใหม่จนเกิดเป็นลายกราฟิก ไม่ว่าจะเป็นอักษร C ไขว้ รวมไปถึงเครื่องหมาย No.5 บนขวดน้ำหอมของแบรนด์ดัง

stussy

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากแบรนด์แฟชั่นที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกันนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องอาร์ตไดเร็กชั่นของแบรนด์ ที่สื่อสารกับลูกค้าผ่านทางแคมเปญโฆษณาและอาร์ตเวิร์คต่างๆ
แม้ในยุคแรก เลือกที่จะใช้ภาพในการโปรโมทสิ้นค้าอย่างง่ายๆ ด้วยภาพถ่ายจากทีมงาน หรือการเลือกใช้ตัวของ Shawn

แต่การเลือกใช้ช่างภาพนั้นไม่ได้มองถึงเรื่องฝีมือของช่างภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเขากลับมองถึงคาแรคเตอร์ของช่างภาพแต่ละคนที่จะมานำเสนออารมณ์ แน่นอนว่าช่างภาพที่เคยสร้างสรรค์ผลงานให้ล้วนแต่เป็นช่างภาพชื่อดังระดับโลกที่มีสไตล์ผลงานที่ชัดเจนและตัวตนที่เด่นชัดไม่ว่าจะเป็น Ron Leighton, เอง ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงปี 80s ทางแบรนด์เองได้ถ่ายทอดดีเอ็นเอของงานโฆษณาเหล่านี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนจนถึงปัจจุบัน  

stussy

การทำงานร่วมกัน

ในปี 2001 Nike ได้ร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งด้วยการเปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษอย่าง Nike Dunk Hi รองเท้าสเก็ตบอร์ดยอดฮิตในช่วงเวลาดังกล่าวที่ยังคงใช้คู่สีแบบเรียบง่ายเช่นเดียวกับ Air Huarache LE ที่ถูกผลิตขึ้นมาก่อนหน้า ต่อด้วยโมเดล Nike SB Low Pro SB อีกครั้งในปี 2002 และหลังจากนั้นทั้ง Nike ก็เป็นขาประจำที่สร้างผลงานร่วมกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

stussy

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

ค้นหาแฟชั่นและการแต่งตัวแนวสตรีทต่อ : ลิ๊ก